หากพูดถึงเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมสูงสุดในยุคปัจจุบัน “ชาเขียว” คงเป็นหนึ่งในตัวเลือกแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึง ไม่ว่าจะเป็นชาเขียวนมเย็น หรือมัทฉะลาเต้สไตล์ญี่ปุ่นที่มีกรรมวิธีการชงอย่างพิถีพิถัน แต่คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า ประวัติศาสตร์ ชาเขียวในไทย นั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากไหน? การเดินทางของใบชาสีเขียวนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ทศวรรษ แต่มีรากฐานที่ลึกซึ้งและยาวนานกว่าที่เราคิด ผ่านการผสมผสานทางวัฒนธรรม การพัฒนาทางการเกษตร และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค
- ประวัติศาสตร์ ชาเขียวในไทย
- วัฒนธรรมการดื่มชาในราชสำนักและจดหมายเหตุลาลูแบร์
- วัฒนธรรม "เมี่ยง" ภูมิปัญญาชาพื้นเมืองภาคเหนือ
- การบุกเบิกไร่ชาและการผลิตในยุคแรก
- ชาเขียวจีน vs ญี่ปุ่น อะไรคือความแตกต่าง?
- ชาเขียวในตลาดไทยยุคปัจจุบัน
- สรุป "การเดินทางของ ประวัติศาสตร์ ชาเขียวในไทย"
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ "ประวัติศาสตร์ชาเขียวในไทย" (FAQ)
ประวัติศาสตร์ ชาเขียวในไทย คือเรื่องราวของการเดินทางของวัฒนธรรม ตั้งแต่ใบเมี่ยงของชาวเขาในภาคเหนือ สู่ชาจีนในราชสำนักอยุธยา จนถึงมัทฉะลาเต้ในคาเฟ่ บทความนี้จะพาคุณย้อนรอยเส้นทางอันยาวนานของชาเขียวบนแผ่นดินไทย
ประวัติศาสตร์ ชาเขียวในไทย
ประวัติศาสตร์ ชาเขียวในไทย ไม่ได้เริ่มต้นจากการปลูกใบชาในเชิงพาณิชย์ในทันที แต่เริ่มต้นจาก “การบริโภค” ผ่านการแลกเปลี่ยนทางการค้าและวัฒนธรรมกับประเทศมหาอำนาจในยุคนั้นอย่างประเทศจีน ซึ่งมีวัฒนธรรมการดื่มชามาอย่างยาวนานนับพันปี
วัฒนธรรมการดื่มชาในราชสำนักและจดหมายเหตุลาลูแบร์
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับการดื่มชาในไทย ปรากฏขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะในช่วงรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งถือเป็นยุคทองของการค้าและการเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างชาติ จดหมายเหตุของ มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ (Simon de La Loubère) ราชทูตชาวฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามาในสยาม ได้มีการบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่า คนไทยในยุคนั้นรู้จักการดื่มน้ำชาแล้ว โดยมีการรับเอาวัฒนธรรมการชงชาและดื่มชาแบบร้อนมาจากชาวจีน

อย่างไรก็ตาม การดื่มชาในยุคนั้นมักจำกัดอยู่ในแวดวงราชสำนัก ชนชั้นสูง และกลุ่มพ่อค้าชาวจีนเป็นหลัก ชาถูกมองว่าเป็นของล้ำค่า เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และเป็นสัญลักษณ์ของการต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง
วัฒนธรรม “เมี่ยง” ภูมิปัญญาชาพื้นเมืองภาคเหนือ
ในขณะที่ภาคกลางมีการนำเข้าชาจากจีน ทางตอนเหนือของไทย (อาณาจักรล้านนา) กลับมีวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับต้นชามาอย่างยาวนาน นั่นคือวัฒนธรรมการบริโภค “เมี่ยง” ต้นเมี่ยงแท้จริงแล้วก็คือต้นชาป่าพันธุ์อัสสัม (Camellia sinensis var. assamica) ที่เติบโตตามธรรมชาติในพื้นที่สูงของภาคเหนือที่มีอากาศเย็นและมีความชื้นเหมาะสม

ชาวบ้านในภาคเหนือไม่ได้นำใบชามาชงดื่มด้วยน้ำร้อนแบบคนจีน แต่นำใบชาสดไปนึ่งให้สุกแล้วนำไปหมักในรูปแบบที่เรียกว่าการทำเมี่ยง ใช้สำหรับอมหรือเคี้ยวเป็นของว่างหลังอาหาร หรือใช้เพื่อการต้อนรับแขกที่มาเยือนบ้าน วัฒนธรรมการกินเมี่ยงนี้ถือเป็นรากฐานสำคัญที่บ่งบอกว่า แผ่นดินไทยทางภาคเหนือมีความอุดมสมบูรณ์และเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชตระกูลชามาตั้งแต่โบราณ ก่อนที่จะมีการพัฒนามาเป็นการผลิตชาชงดื่มในภายหลัง
การบุกเบิกไร่ชาและการผลิตในยุคแรก
จากวัฒนธรรมการดื่มชาจีนในราชสำนักและการเคี้ยวเมี่ยงของชาวเหนือ ประวัติศาสตร์ ชาเขียวในไทย ได้ก้าวเข้าสู่ยุคของการผลิตและการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเต็มตัวในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

- พ.ศ. 2480 จุดเริ่มต้นโรงงานชาแห่งแรกที่เชียงใหม่
จุดเริ่มต้นของการผลิตชาในเชิงอุตสาหกรรมของไทยเริ่มต้นอย่างจริงจังในปี พ.ศ. 2480 เมื่อภาคเอกชนได้เล็งเห็นศักยภาพของต้นชาในพื้นที่ภาคเหนือ จึงได้มีการตั้งโรงงานผลิตชาขนาดเล็กขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โรงงานแห่งนี้ดำเนินการโดยการรับซื้อใบชาสดจากชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งเดิมทีชาวบ้านเก็บใบชาเพื่อทำเมี่ยงเพียงอย่างเดียว
เพื่อให้ได้ชาที่มีคุณภาพและมีรสชาติที่ถูกต้องตามมาตรฐาน จึงได้มีการนำเข้า ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศจีน มาถ่ายทอดความรู้ เทคนิคการคั่วชา การนวดใบชา และกระบวนการผลิตชาที่ถูกต้องตามแบบฉบับดั้งเดิม ทำให้ใบชาพื้นเมืองของไทยเริ่มถูกแปรรูปเป็นชาแห้งสำหรับชงดื่มอย่างเป็นระบบมากขึ้น นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนไทยเริ่มผลิตชาบริโภคเองลดการนำเข้าลง
- พ.ศ. 2508 การส่งเสริมของกรมป่าไม้และชาฝรั่ง หรือ ชาดำ (Black tea)
ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 ภาครัฐได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชา กรมป่าไม้ ได้ริเริ่มโครงการส่งเสริมการปลูกชาพันธุ์ดีในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรชาวเขา และเพื่อลดปัญหาการทำไร่เลื่อนลอยและการปลูกพืชเสพติด
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลานั้น ชาที่ได้รับการส่งเสริมและผลิตเป็นหลักคือ ชาฝรั่ง หรือ ชาดำ (Black tea) ซึ่งเป็นชาที่ผ่านกระบวนการหมักอย่างสมบูรณ์ (Fully oxidized) เพื่อตอบสนองต่อตลาดโลกและการบริโภคชาสไตล์ตะวันตก ชาเขียวยังคงเป็นที่นิยมเฉพาะกลุ่มในหมู่คนไทยเชื้อสายจีน และยังไม่ได้กลายเป็นกระแสหลักของประเทศเหมือนในปัจจุบัน
- ช่วงปลายพ.ศ. 2530-2540 จากชาจีนดั้งเดิมสู่ความนิยมชาเขียวสไตล์ญี่ปุ่น
แม้ชาเขียวจะอยู่คู่สังคมไทยผ่านร้านอาหารจีนและครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนมานาน แต่หน้า ประวัติศาสตร์ ชาเขียวในไทย ได้มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดเมื่อสังคมไทยได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น
กระแสความนิยมในวัฒนธรรมญี่ปุ่น หรือที่เรียกกันว่า Japan Lover ได้เข้าสู่ประเทศไทยอย่างเต็มกำลัง ไม่ว่าจะเป็นรายการโทรทัศน์ เพลง เจป็อป ซีรีส์ แฟชั่น การ์ตูนมังงะ รวมไปถึง “อาหารและเครื่องดื่ม”
การเข้ามาและขยายตัวอย่างรวดเร็วของร้านอาหารญี่ปุ่น แฟรนไชส์ต่าง ๆ ทำให้คนไทยได้สัมผัสกับ “ชาเขียวญี่ปุ่น” ที่มีรสชาติ กลิ่น และสีสันแตกต่างไปจากชาจีนที่คุ้นเคยจากเดิมที่ชาเขียว (แบบจีน) จะมีสีเหลืองทองอมน้ำตาลและมีกลิ่นคั่วไฟ ชาเขียวญี่ปุ่นกลับมีสีเขียวสดใส กลิ่นหอมสดชื่นแบบสาหร่ายหรือหญ้าสดที่เพิ่งตัดใหม่ๆ และให้รสชาติอูมามิที่นุ่ม
และที่สำคัญคือการเข้ามาของ “มัทฉะ” (Matcha) หรือผงชาเขียวเนื้อละเอียด ที่ได้เปิดมิติใหม่ของการบริโภคชาในไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน
- ปัจจุบัน ชาเขียวในชีวิตประจำวันและคาเฟ่ยุคใหม่
ความนิยมในวัฒนธรรมญี่ปุ่นนี้ ทำให้เกิดการพัฒนาจากการดื่มชาร้อนในร้านอาหารญี่ปุ่น สู่ตลาดชาเขียวบรรจุขวดพร้อมดื่ม (Ready-to-drink) ที่หาซื้อได้ทั่วไปตามร้านสะดวกซื้อ ซึ่งสร้างมูลค่าการตลาดมาก และต่อยอดมาจนถึงยุคของ “คาเฟ่” และร้านชานมไข่มุกในปัจจุบัน
เราจะได้เห็นเมนูชาเขียวถูกนำมาประยุกต์มากมาย เช่น ชาเขียวนม ชาเขียวปั่น มัทฉะลาเต้ มัทฉะยูซุ ไปจนถึงเบเกอรี่และขนมหวานที่ทำจากชาเขียว ทำให้ปัจจุบันมีทั้งการนำเข้าชาเขียวคุณภาพสูงจากแหล่งปลูกชื่อดังในญี่ปุ่น (เช่น อูจิ, ชิซูโอกะ) และการพัฒนาสายพันธุ์ตลอดจนกรรมวิธีการผลิตชาเขียวสไตล์ญี่ปุ่นในไร่ชาภาคเหนือของไทย เพื่อรองรับความต้องการของตลาดภายในประเทศที่เติบโต
ชาเขียวจีน vs ญี่ปุ่น อะไรคือความแตกต่าง?
เมื่อพูดถึงชาเขียวในไทย เราแทบแยกไม่ออกว่ากำลังพูดถึงชาเขียวแบบไหน เพราะ 2 กระแสหลักคือชาเขียวจีนและชาเขียวญี่ปุ่นมีอิทธิพลพร้อมกันในประเทศเรา แม้จะมีวิธีผลิตที่แตกต่างกัน เพราะฉนั้นเราต้องแยกแยะประเภทของชาเขียวที่วัฒนธรรมการดื่มของคนไทยในปัจจุบัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ตามกรรมวิธีการผลิต ดังนี้

1. ชาเขียวแบบญี่ปุ่น (Japanese Green Tea)
ชาเขียวประเภทนี้เป็นที่นิยมยุคปัจจุบัน จุดเด่นคือ “ไม่ผ่านการคั่ว” แต่จะใช้ความร้อนจาก “การนึ่ง” (Steaming) ทันทีที่เก็บใบชาสด เพื่อหยุดการทำงานของเอนไซม์ ทำให้ใบชายังคงรักษาสีเขียวสด กลิ่นหอมที่ให้ความรู้สึกถึงธรรมชาติ (บางครั้งคล้ายสาหร่ายทะเล) และมีรสชาติอูมามิ
- ตัวอย่างที่นิยมในไทย : มัทฉะ (Matcha – ใบชาที่ถูกบดจนเป็นผงละเอียด), เซนฉะ (Sencha – ใบชาแบบชงน้ำร้อน), โฮจิฉะ (Hojicha – ชาเขียวที่นำไปคั่วไฟจนหอม แต่มีรากฐานมาจากชาเขียวญี่ปุ่น)
2. ชาเขียวแบบจีน (Chinese Green Tea)
นี่คือชาเขียวที่อยู่คู่กับคนไทยมาตั้งแต่ยุคบุกเบิกโรงงานชาในปี 2480 จุดเด่นคือ “ผ่านการคั่วด้วยกระทะร้อน” (Pan-roasting) เพื่อหยุดการเกิดออกซิเดชัน กระบวนการนี้ทำให้ใบชามีสีเขียวอมเหลืองหรือสีน้ำตาลอ่อนๆ และให้กลิ่นหอมที่มีเอกลักษณ์คือ “กลิ่นหอมไหม้เล็กน้อย” (Smoky/Roasted aroma) ให้รสชาติที่ชุ่มคอ
- ตัวอย่างที่นิยมในไทย : ชาอู่หลง (แม้จะเป็นชากึ่งหมัก แต่กรรมวิธีและวัฒนธรรมการดื่มมีความใกล้เคียงและได้รับอิทธิพลจากจีนเช่นกัน)
ปัจจุบัน ชาเขียวที่ปลูกในไทยโดยเฉพาะจากเชียงราย เชียงใหม่ และน่าน เริ่มสร้างอัตลักษณ์เฉพาะตัว พันธุ์ชาอัสสัม (Camellia sinensis var. assamica) ในภาคเหนือมีรสชาติเข้มข้น ทำให้เกิดชาเขียวที่มีเอกลักษณ์แบบ “ไทยแท้” ที่กำลังได้รับความสนใจในตลาดสากล
ชาเขียวในตลาดไทยยุคปัจจุบัน
ตลาดชาเขียวในไทยเติบโตต่อเนื่องทุกปี ปัจจุบันครอบคลุมตั้งแต่ชาเขียวพร้อมดื่มบรรจุขวดที่วางขายตามร้านสะดวกซื้อ ไปจนถึงผงมัทฉะพรีเมียมนำเข้าจากจังหวัดอุจิ ประเทศญี่ปุ่น ราคาหลักพัน และชาเขียวใบสดจากสวนชาไทยที่กำลังได้รับการยอมรับในชาทั่วโลก

กระแสสุขภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ชาเขียวได้รับความนิยมในไทย สารคาเทชิน (Catechins) โดยเฉพาะ EGCG ในชาเขียวมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าการดื่มชาเขียวเป็นประจำอาจช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็งบางชนิด คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพจึงเลือกชาเขียวแทนกาแฟหรือเครื่องดื่มชูกำลังมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ผงมัทฉะกลายเป็นวัตถุดิบที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้ผลิตหลากหลาย ทั้งไอศกรีม ช็อคโกแลต เค้ก คุกกี้ เส้นพาสต้า ไปจนถึงสกินแคร์ที่ใช้สารสกัดจากชาเขียว ความต้องการผงมัทฉะในภาคอุตสาหกรรมเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทำให้โรงงานผลิตชาในไทยหลายแห่งพัฒนากระบวนการผลิตมัทฉะเกรดอาหาร (Food-grade Matcha) เพื่อตอบสนองความต้องการนี้โดยตรง
สรุป “การเดินทางของ ประวัติศาสตร์ ชาเขียวในไทย”
สรุปได้ว่า ประวัติศาสตร์ ชาเขียวในไทย เป็นการเดินทางที่ยาวนานและมีเสน่ห์ เริ่มต้นจากการเป็นเพียงวัฒนธรรมการเคี้ยว “เมี่ยง” พื้นเมืองของชาวเหนือ และการนำเข้าใบชาจากจีนเพื่อชนชั้นสูงในสมัยอยุธยา ก้าวเข้าสู่การตั้งโรงงานแปรรูปชาแห่งแรกในปี พ.ศ. 2480 และได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในปี พ.ศ. 2508
จนกระทั่งในยุคปัจจุบัน ที่คลื่นวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้เปลี่ยนชาเขียวในไทยไป จากชาเครื่องดื่มร้อนที่จำกัดกลุ่มผู้บริโภค กลายมาเป็นเครื่องดื่มในชีวิตประจำวันที่เข้าถึงง่าย และได้รับการยกระดับให้เป็น “ชาพรีเมียม” ที่มีรสชาติและศิลปะการชงที่ซับซ้อน ชาเขียวจึงไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่เป็นตัวแทนของการผสมผสานวัฒนธรรมจีน ญี่ปุ่น และความเป็นไทยได้อย่างลงตัว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ “ประวัติศาสตร์ชาเขียวในไทย” (FAQ)
ชาเขียวไทยส่วนใหญ่เป็นพันธุ์อัสสัม (Camellia sinensis var. assamica) ซึ่งมีใบใหญ่กว่าและให้รสชาติเข้มข้นกว่าพันธุ์ที่ใช้ในญี่ปุ่นและจีนตอนบน สภาพดินและภูมิอากาศเฉพาะในภาคเหนือของไทยทำให้ชาไทยมีกลิ่นดินและแร่ธาตุเฉพาะตัว ชาเขียวไทยที่ผ่านกรรมวิธีแบบจีน (คั่วกระทะ) จะมีรสหนักและหอมกว่า ส่วนที่ผ่านกรรมวิธีแบบญี่ปุ่น (นึ่ง) จะได้กลิ่นสดและสีเขียวสวยงาม หลายผู้ผลิตพัฒนาเทคนิคผสมผสานทั้งสองสำนักเพื่อสร้างอัตลักษณ์เฉพาะแบรนด์
ปัจจัยหลักมาจากการรวมกันของกระแสวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่แข็งแกร่งในไทย (อนิเมะ มังงะ แฟชั่น อาหาร) และพลังของโซเชียลมีเดียที่ทำให้สีเขียวสดของมัทฉะกลายเป็น “รูปถ่ายได้” นอกจากนี้รสชาติของมัทฉะ ที่มีทั้งความขมนุ่มและกลิ่นอุมามิ จับคู่กับของหวานไทยและตะวันตกได้ดีมาก บวกกับงานวิจัยที่ยืนยันสรรพคุณสุขภาพ ทำให้มัทฉะไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่กลายเป็นวัตถุดิบหลักในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มไทยไปแล้ว
ปัจจุบันมีโรงงานไทยหลายแห่งที่ผลิตชาเขียวและผงมัทฉะเกรดอาหาร (Food-grade) สำหรับอุตสาหกรรม โดยให้บริการครบวงจรตั้งแต่การคัดสรรใบชา การแปรรูป ไปจนถึงการบรรจุและออกแบบแบรนด์แบบ OEM/ODM สิ่งสำคัญในการเลือกผู้ผลิตคือต้องตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร ความสม่ำเสมอของคุณภาพ และความสามารถในการผลิตปริมาณตามที่ต้องการ
หากคุณกำลังเปิดร้านกาแฟ คาเฟ่ หรือต้องการสร้างแบรนด์เครื่องดื่มชาเขียวเป็นของตัวเอง การเลือกใบชาที่ได้มาตรฐานและมีรสชาติตอบโจทย์ลูกค้าคือหัวใจสำคัญของความสำเร็จ!

ติดต่อ Bluemocha โรงงานผลิตชาบลูมอคค่า เราคือโรงงานผลิตและจำหน่ายใบชาคุณภาพระดับพรีเมียมที่มีประสบการณ์ยาวนาน พร้อมเสิร์ฟความหอมอร่อยให้กับธุรกิจของคุณ ไม่ว่าจะเป็นชาเขียวสไตล์ญี่ปุ่น มัทฉะแท้ หรือชาเขียวสูตรพิเศษสำหรับชงเครื่องดื่ม เรามีครบจบในที่เดียว พร้อมให้คำปรึกษาและบริการรับผลิตชา เพื่อสร้างความโดดเด่นให้แบรนด์ของคุณ ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการของธุรกิจคุณแบบครบวงจร :
- บริการรับผลิตชา OEM & ODM : สร้างแบรนด์ชาเป็นของคุณเอง (OEM) หรือให้เราช่วยพัฒนาสูตรชาเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร (ODM)
- วัตถุดิบหลากหลายกว่า 50 ชนิด : เราไม่ได้มีแค่ชาเขียวพรีเมียม! แต่ยังมี ชาไทย ชาไต้หวัน โกโก้ เมล็ดกาแฟ และวัตถุดิบชงเครื่องดื่มอื่นๆ ให้เลือกสรรมากมาย เหมาะสำหรับคาเฟ่ที่ต้องการความหลากหลาย
- คัดสรรใบชาคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย : ทุกกระบวนการและกรรมวิธีผลิตของโรงคั่วชาเชียงใหม่ ถูกหลักอนามัย เพื่อให้ได้รสชาติและกลิ่นหอมที่ดีที่สุด
- กำลังการผลิตสูง สต็อกแน่น : ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟรนไชส์ที่ต้องการวัตถุดิบจำนวนมาก หรือโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการผงชาปริมาณมหาศาล เรามีกำลังการผลิตรองรับเสมอ
- ฟรี! บริการออกแบบโลโก้และบรรจุภัณฑ์ : ออกแบบให้ตรงตามคอนเซ็ปต์แบรนด์และสไตล์ความต้องการของลูกค้า
- จัดส่งทั่วไทยและส่งออกระดับโลก : เรามีบริการจัดส่งสินค้าทั่วประเทศ และส่งออกชาด้วยมาตรฐานคุณภาพที่ได้รับการยอมรับกว่า 18 ประเทศทั่วโลก
ติดต่อ โรงคั่วชาเชียงใหม่ Bluemocha (บลูมอคค่า) ได้เลยวันนี้ เพื่อเริ่มต้นสร้างแบรนด์เครื่องดื่มที่โดดเด่นและครองใจผู้บริโภค!
สั่ง ผงชาเขียว ราคาส่ง ยกลัง กับ Bluemocha ได้เลยวันนี้!
LINE : @bluemochacoffee
TEL : 064-9045146
EMAIL : [email protected]